
บทที่ 03
เงินเฟ้อ
มาจากไหน
⚡ สรุปบทนี้ใน 30 วินาที3 ข้อ
- 1. เงินมากขึ้น แต่ของเท่าเดิม = ราคาขึ้น (นิทานเกาะมะพร้าว)
- 2. 3 ต้นตอ — คนแย่งซื้อ · ต้นทุนขึ้น · เงินล้นระบบ
- 3. เงินล้นระบบ โยงตรงกับ ‘การเสกเงิน’ ใน E2
FINANCE STORYเกาะเล็กๆ กับมะพร้าว
อยู่มาวันหนึ่ง หัวหน้าเกาะเสกเงินเพิ่มเป็น 2,000 เหรียญ แจกจ่ายให้ทุกคน · แต่มะพร้าวยังมีเท่าเดิม — 1,000 ลูก
จะเกิดอะไรขึ้น? · ทุกคนมีเงินมากขึ้น แห่กันไปซื้อมะพร้าว · แต่ของมีเท่าเดิม · สุดท้ายราคามะพร้าวก็ขยับขึ้นเป็นลูกละ 2 เหรียญเอง · เงินเยอะขึ้นเท่าตัว แต่ซื้อของได้เท่าเดิม
นิทานเกาะมะพร้าวนี้ อธิบายหัวใจของเงินเฟ้อได้เกือบทั้งหมด — ‘เงินมากขึ้น แต่ของเท่าเดิม = ราคาก็ขึ้น’ · แต่ในโลกจริง เงินเฟ้อมาได้จากหลายทาง บทนี้เราจะแยกให้เห็น 3 ต้นตอหลัก
FINANCE STORYของขาด · ต้นทุนขึ้น · เงินล้น
เงินเฟ้อในโลกจริงเกิดได้จาก 3 ทางหลักๆ · บางครั้งมาทีละตัว บางครั้งมาพร้อมกัน:
สองตัวแรกเข้าใจไม่ยาก — ‘คนแย่งซื้อ’ (เช่นช่วงของขาด คนแห่ตุน ราคาก็พุ่ง) และ ‘ต้นทุนขึ้น’ (เช่นน้ำมันแพง ค่าแรงขึ้น ต้นทุนก็ถูกส่งต่อมาที่ราคาของ) · แต่ตัวที่สามคือตัวที่เชื่อมกับทุกอย่างที่เราเรียนมาใน E2 — ‘เงินในระบบมากเกินไป’
FINANCE STORYเงินมากไล่ล่าของน้อย
จำได้ไหมครับว่าใน E2 เราเห็นว่า เงินส่วนใหญ่ถูก ‘สร้าง’ ขึ้นตอนธนาคารปล่อยกู้ และทวีคูณได้ในระบบ · ทีนี้ลองคิดต่อ — ถ้าเงินถูกสร้างเพิ่มเร็วกว่าที่เศรษฐกิจผลิตสินค้าได้ทัน จะเกิดอะไรขึ้น?
คำตอบก็เหมือนเกาะมะพร้าวเป๊ะ — ‘เงินมากไล่ล่าของน้อย’ (too much money chasing too few goods) · เงินในระบบเยอะขึ้น แต่ของมีเท่าเดิม ราคาก็ต้องขึ้น · นี่คือสาเหตุที่การเสกเงิน/พิมพ์เงินมากเกินไป มักจบลงด้วยเงินเฟ้อพุ่งเสมอ
เรื่องนี้แหละที่ทำให้เล่ม E2 กับ E3 ต่อกันสนิท — E2 บอกว่า ‘เงินถูกสร้างได้’ · E3 บอกว่า ‘พอสร้างมากเกินไป เงินก็เสื่อมค่า’ · สองเล่มนี้คือหน้าและหลังของเหรียญเดียวกัน · ใครสร้างเงินได้มาก ก็ต้องระวังไม่ให้สร้างจนเงินเฟ้อหลุดมือ (เดี๋ยวเราจะเห็นตัวอย่างสุดขั้วในบทที่ 7)
ขอเน้นมุมสมดุลไว้นิด — เงินเฟ้อ ‘พอประมาณ’ ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายทั้งหมดนะครับ · เศรษฐกิจที่โตแบบสุขภาพดี มักมีเงินเฟ้ออ่อนๆ ติดมาด้วยเสมอ · ปัญหาจะเกิดก็ต่อเมื่อมันสูงเกินไปหรือเร็วเกินไป จนกำลังซื้อของคนวิ่งตามไม่ทัน · หน้าที่เราคือเข้าใจกลไก แล้วปกป้องเงินตัวเองไม่ให้ตามหลังมัน
FINANCE STORYปริมาณเงิน vs เงินเฟ้อ
ภาพนี้อธิบายต้นตอข้อที่สามได้ชัดที่สุด — เมื่อ ‘เงินในระบบ’ โตเร็วกว่า ‘ของ’ ราคาก็ถูกดันขึ้น:
อยากย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การกล่าวหาว่าใคร ‘จงใจ’ ทำให้เงินเราด้อยค่า · การสร้างเงินเป็นกลไกปกติที่ช่วยให้เศรษฐกิจมีทุนหมุนเวียน · แต่มันเหมือนยา — ปริมาณพอดีคือประโยชน์ ปริมาณมากเกินคือพิษ · เข้าใจกลไกนี้แล้ว เราจะอ่านข่าวเศรษฐกิจได้ลึกขึ้นมาก
FINANCE STORYรู้ที่มาของเงินเฟ้อแล้ว
คำถามที่บทนี้ตอบ
เงินเฟ้อเกิดจากอะไร มีสาเหตุหลักกี่อย่าง?
เงินเฟ้อเกิดจาก 3 ต้นตอหลัก คือ คนแย่งซื้อ (demand-pull) ต้นทุนขึ้น (cost-push) และเงินในระบบมากเกินไป (money supply) บางช่วงมาทีละตัว บางช่วงมาพร้อมกัน ภาพที่ง่ายที่สุดคือนิทานเกาะมะพร้าว เกาะที่มีเงิน 1,000 เหรียญกับมะพร้าว 1,000 ลูก ถ้าเงินถูกเสกเพิ่มเป็น 2,000 เหรียญแต่มะพร้าวเท่าเดิม ราคาก็ขยับเป็นลูกละ 2 เหรียญ เงินเยอะขึ้นเท่าตัว แต่ซื้อของได้เท่าเดิม
Demand pull กับ cost push inflation คืออะไร ต่างกันยังไง?
Demand-pull inflation คือเงินเฟ้อที่เกิดจาก 'คนแย่งซื้อ' ของมีจำกัดแต่คนอยากได้เยอะ ราคาจึงถูกดึงขึ้น เช่นช่วงของขาดแล้วคนแห่ตุน ส่วน cost-push inflation คือเงินเฟ้อที่เกิดจาก 'ต้นทุนขึ้น' เช่นน้ำมันแพงหรือค่าแรงขึ้น แล้วต้นทุนถูกส่งต่อมาที่ราคาสินค้า นอกจากสองตัวนี้ยังมีต้นตอที่สาม คือเงินในระบบมากเกินไป ซึ่งโยงตรงกับเรื่องการสร้างเงินของธนาคาร
ทำไมพิมพ์เงินหรือสร้างเงินมากเกินไปถึงทำให้เกิดเงินเฟ้อ?
การพิมพ์หรือสร้างเงินมากเกินไปทำให้เกิดเงินเฟ้อ เพราะเมื่อเงินในระบบโตเร็วกว่าสินค้าที่เศรษฐกิจผลิตได้ทัน ก็จะเกิดภาวะ 'เงินมากไล่ล่าของน้อย' (too much money chasing too few goods) ราคาจึงต้องขึ้น หลักนี้คือทฤษฎีปริมาณเงิน (quantity theory of money) ที่สอนในตำราเศรษฐศาสตร์มหภาค และปริมาณเงิน M2 ของไทยก็เป็นข้อมูลเปิดที่ ธปท. เผยแพร่ การสร้างเงินไม่ได้ผิดในตัวเอง มันเหมือนยา ปริมาณพอดีคือประโยชน์ มากเกินคือพิษ