
บทที่ 01
ใครขโมยเงินคุณ
ทุกปี?
⚡ สรุปบทนี้ใน 30 วินาที3 ข้อ
- 1. ‘หัวขโมย’ ที่กินเงินคุณทุกปี คือ ‘เงินเฟ้อ’ — เงินก้อนเดิมซื้อของน้อยลง
- 2. มันช้าและเนียน แต่ทบต้น — 20 ปี กำลังซื้อหายเกือบครึ่ง
- 3. เก็บเงินสดเฉยๆ ไม่ได้ปลอดภัย — มันคือการยอมให้เงินโดนกินทุกปี
FINANCE STORYเงินก้อนเดิม ที่ซื้อของได้น้อยลง
เงินแบงก์ร้อยใบเดิมในกระเป๋าคุณ · เมื่อก่อนกินก๋วยเตี๋ยวได้เกือบ 4 ชาม · วันนี้ไม่ถึง 2 ชามด้วยซ้ำ
คำถามคือ — เงินร้อยบาทของคุณ ‘หาย’ ไปไหนครึ่งหนึ่ง? · มันยังเป็นแบงก์ร้อยใบเดิม ไม่มีใครมาฉีกครึ่งไป · แต่มันซื้อของได้น้อยลงจริงๆ
ความรู้สึกที่ว่า ‘เงินเท่าเดิมแต่ใช้ไม่ค่อยพอ’ ไม่ใช่คุณคิดไปเองนะครับ · มันมีตัวการจริงๆ ที่กำลังทำงานอยู่เงียบๆ ทุกวัน · บทนี้เราจะไปจับตัวมันมาดูให้ชัดๆ
FINANCE STORYมันไม่ใช่คน · มันคือ ‘เงินเฟ้อ’
‘หัวขโมย’ ที่ค่อยๆ กินเงินคุณทุกปี ไม่ใช่มิจฉาชีพ ไม่ใช่ธนาคาร และไม่ใช่ใครสักคน · มันคือปรากฏการณ์ที่ชื่อว่า ‘เงินเฟ้อ’ (inflation) · มันไม่เคยล้วงกระเป๋าคุณ แต่มันทำให้เงินก้อนเดิมในกระเป๋า ‘มีอำนาจซื้อน้อยลง’ ทีละนิดๆ ทุกปี
นี่คือเหตุผลที่มันน่ากลัวกว่าโจรจริงๆ — โจรขโมยแล้วคุณรู้ตัวทันที แต่เงินเฟ้อกินเงินคุณแบบที่คุณแทบไม่รู้สึก · ปีนี้ของแพงขึ้นนิดหน่อย ปีหน้าอีกนิด · แต่ละปีดูเล็กจนไม่ทันสังเกต กว่าจะรู้ตัวอีกที เงินเก็บทั้งชีวิตก็ซื้อของได้น้อยลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว
FINANCE STORYช้า · เนียน · แต่ทบกันน่ากลัว
ช่วงราว 2 ทศวรรษหลัง เงินเฟ้อไทยเฉลี่ยอยู่ราวปีละ 1–2% (บางปีพุ่งเกิน 5% บางปีติดลบ) และกรอบเป้าหมายของ ธปท. คือ 1–3% · ฟังดูเป็นตัวเลขเล็กๆ ที่ไม่น่ากลัวเลยใช่ไหมครับ · แต่นี่แหละคือกับดัก — เพราะมันไม่ได้บวกกันเฉยๆ มัน ‘ทบต้น’
จำเรื่อง ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ ที่เราคุยกันท้ายเล่ม E2 ได้ไหมครับ · เงินเฟ้อก็ทบต้นเหมือนกัน — แต่ทบไปในทาง ‘กัดกิน’ · ลองสมมติเงินเฟ้อ 3% ต่อปี (ขอบบนของกรอบเป้าหมาย) ทบกันไป 10 ปี กำลังซื้อไม่ได้หายไป 30% แต่หายไปราว 26% · พอ 20 ปี หายไปเกือบครึ่ง (ถ้าใช้ 2% ก็ยังหายไปราว 1 ใน 3) · เงินล้านที่คุณเก็บวันนี้ อีก 20 ปีจะซื้อของได้เท่ากับเงินราวห้าแสนกว่าๆ เท่านั้น
ที่ร้ายกว่านั้นคือ ของบางอย่างที่เราจำเป็นต้องใช้จริงๆ — โดยเฉพาะ ‘ค่ารักษาพยาบาล’ — เฟ้อเร็วกว่าเงินเฟ้อทั่วไปหลายเท่า · เก็บเรื่องนี้ไว้ก่อน เดี๋ยวบทที่ 4 เราจะเจอตัวเลขที่ทำให้หลายคนสะดุ้ง
ประเด็นที่อยากให้เห็นตั้งแต่บทแรกคือ — ‘การเก็บเงินสดไว้เฉยๆ’ ไม่ใช่ทางที่ปลอดภัยอย่างที่หลายคนเชื่อ · มันคือการยอมให้หัวขโมยเงียบตัวนี้กินเงินคุณไปทีละนิดทุกปี อย่างเงียบเชียบ
FINANCE STORYวัดได้ · ดูได้ทุกเดือน
ลองดูภาพเดียวที่สรุปทั้งบทนี้ — เงิน 100 บาทใบเดิม เมื่อก่อนกับวันนี้ ‘ซื้อของได้’ ต่างกันแค่ไหน:
ที่ผมชี้ให้ไปดูตัวเลขทางการเอง เพราะอยากให้เห็นว่าเรื่องนี้ ‘จับต้องได้’ ไม่ใช่ทฤษฎีชวนตื่นตูม · เงินเฟ้อเป็นของจริงที่รัฐวัดและเปิดเผย · หน้าที่ของเราไม่ใช่กลัวมัน แต่คือ ‘เข้าใจมัน’ แล้วเอาความเข้าใจนั้นมาปกป้องเงินตัวเอง — ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะทำไปด้วยกันตลอดทั้งเล่ม
FINANCE STORYรู้จักหัวขโมยเงียบแล้ว
คำถามที่บทนี้ตอบ
เงินเฟ้อส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร ทำไมเงินเท่าเดิมแต่ใช้ไม่พอ?
เงินเฟ้อส่งผลกระทบต่อประชาชนตรงที่ทำให้เงินก้อนเดิม 'ซื้อของได้น้อยลง' ทุกปี ทั้งที่ตัวเลขในกระเป๋าไม่ได้หายไปไหน ภาพประกอบโดยประมาณในบทคือก๋วยเตี๋ยวที่ราว 20 ปีก่อนชามละ 25 บาท ทุกวันนี้ราว 60 บาท แบงก์ร้อยที่เคยกินได้เกือบ 4 ชาม วันนี้เหลือไม่ถึง 2 ชาม ความรู้สึกว่าเงินเท่าเดิมแต่ใช้ไม่ค่อยพอจึงไม่ใช่เราคิดไปเอง เงินไม่ได้หายไปไหน มันแค่ซื้อของได้น้อยลงทุกปีครับ
เงินเฟ้อ 3% ต่อปี ผ่านไป 20 ปี เงินล้านจะเหลือกำลังซื้อเท่าไหร่?
ถ้าสมมติเงินเฟ้อ 3% ต่อปี (ขอบบนของกรอบเป้าหมาย ธปท.) เงิน 1 ล้านบาทที่เก็บไว้เฉยๆ วันนี้ อีก 20 ปีจะซื้อของได้เท่ากับเงินราวห้าแสนกว่าบาทเท่านั้น เพราะเงินเฟ้อไม่ได้บวกกันเฉยๆ แต่ 'ทบต้น' ไปในทางกัดกิน 10 ปีกำลังซื้อหายไปราว 26% และพอ 20 ปีก็หายไปเกือบครึ่ง ตัวเลขเล็กๆ ต่อปีจึงเป็นกับดักที่เนียนที่สุด มันคือหัวขโมยเงียบที่ไม่เคยล้วงกระเป๋า แต่เอาไปทุกปี
เงินเฟ้อไทยเฉลี่ยกี่เปอร์เซ็นต์ ใครเป็นคนวัดตัวเลขนี้?
เงินเฟ้อไทยช่วงราว 2 ทศวรรษหลังเฉลี่ยอยู่ราวปีละ 1–2% บางปีพุ่งเกิน 5% บางปีติดลบ ส่วนกรอบเป้าหมายของ ธปท. คือ 1–3% ตัวเลขวัดจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่กระทรวงพาณิชย์ (สนค.) จัดทำและประกาศทุกเดือน ตัวเลขปีล่าสุดเช็กได้จากเว็บ สนค. หรือ ธปท. เงินเฟ้อจึงไม่ใช่ความรู้สึก แต่เป็นของจริงที่รัฐวัดและเปิดเผย หน้าที่เราไม่ใช่กลัวมัน แต่คือเข้าใจมัน